การประเมินค่างานเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดและบริหารโครงสร้างตำแหน่งขององค์กร ช่วยให้มั่นใจว่าตำแหน่งต่างๆ ได้รับการจำแนกและจัดวางอย่างเหมาะสม และสนับสนุนการทำงานด้านทรัพยากรบุคคลต่างๆ รวมถึงการสรรหาบุคลากร ค่าตอบแทน และการบริหารและพัฒนาอาชีพ
ดร. กังวาน พงศาสนองกุล กรรมการผู้จัดการ People Solutions and Consulting Co.,Ltd.
การประเมินค่างาน (Job Evaluation) เป็นวิธีการหาค่าสัมพันธ์ของงานตำแหน่งหนึ่งเปรียบเทียบกับค่าของงานในตำแหน่งอื่นภายในองค์กรเดียวกัน โดยมีหลักเกณฑ์การประเมินที่แน่นอน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยอมรับของทุกฝ่าย โดยเกณฑ์หรือปัจจัยประเมินค่างาน (job evaluation factor) หมายถึง องค์ประกอบหรือคุณลักษณะสำคัญที่ผู้ดำรงตำแหน่งแสดงออกในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวมีลักษณะสำคัญดังนี้
1. มีร่วมกันและปรากฏในทุกตำแหน่ง
2. เป็นสิ่งที่บริษัทให้คุณค่าโดยการจ่ายค่าตอบแทนให้
3. สามารถกำหนดคำจำกัดความและระดับความลึกสำหรับการวัดเพื่อเปรียบเทียบระหว่างตำแหน่งได้
4. เป็นสิ่งที่ใช้กำหนดความสัมพันธ์ของตำแหน่งในมิติของความสูงต่ำเฉพาะภายในองค์การ
5. เกณฑ์หรือปัจจัยที่เป็นธรรมและสร้างการยอมรับจากพนักงาน

ปัจจัยในการประเมินค่างานที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่
- ความรู้ ทักษะที่จำเป็น (Skill and Knowledge) หมายถึง ระดับของความรู้ ทักษะที่จำเป็นสำหรับทำงานให้บรรลุเป้าหมาย เป็นความรู้ ทักษะที่ได้รับมาจากการศึกษา การฝึกอบรม และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากประสบการณ์ทำงาน
- การติดต่อสื่อสาร (Human Relations) หมายถึง ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ที่จำเป็นในการทำงาน ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน เช่น การติดต่อสื่อความ การนำเสนอ การโน้มน้าว เจรจาต่อรอง เป็นต้น
- ความรับผิดชอบ (Responsibility) เกี่ยวข้องกับขอบเขตความรับผิดชอบ อำนาจการตัดสินใจ และระดับการบังคับบัญชา เป็นต้น
- สภาพแวดล้อมในงาน (Working Conditions) สภาพแวดล้อมในงานที่ต้องใช้ความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา เช่น สถานที่เสี่ยงอันตราย หรือการสัมผัสกับสภาวะที่รุนแรง เช่น ความร้อน ความเย็น ความสูง เป็นต้น
- การแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ (Problem-Solving and Decision-Making) หมายถึง งานที่ต้องใช้ทักษะในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาและมีสถานการณ์ในงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
- ภาวะผู้นำและการบริหารคน (Leadership and Supervision) ระดับของการนำและบังคับบัญชาทีมงาน หรือกลุ่มโครงการ
- ผลกระทบ (Impact) ระดับของผลงานของตำแหน่งที่มีผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร
- ความคิดสร้างสรรและนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ระดับความคิดสร้างสรร และการคิดค้นนวัตกรรม หรือวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ในงาน
ปัจจัยเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจหรือระบบที่องค์กรใช้ ปัจจัยประเมินค่างานที่องค์กรกำหนดจะถูกนำมาเข้าสู่ระบบประเมินค่างานที่องค์กรกำหนด ซึ่งเป็นการกำหนดน้ำหนักและวิธีการคำนวณค่างานออกมาเป็นคะแนน แล้วจึงดำเนินการประเมินค่างานแต่ละปัจจัยเพื่อนำคะแนนรวมทุกปัจจัยมารวมกันเป็นคะแนนค่างานของตำแหน่งและความสัมพันธ์กับตำแหน่ง อื่นๆ ในองค์กร
วิธีการประเมินค่างาน (Job Evaluation Method)
การประเมินค่างานมีการคิดค้นและใช้งานมาแล้วตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีการพัฒนาวิธีการประเมินมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันเรามีระบบประเมินค่างานในรูปแบบต่างๆ มากมาย ระบบประเมินค่างานที่ใช้กันในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่นำมาจากประเทศตะวันตก นำเข้ามาใช้โดยบริษัทข้ามชาติที่มาดำเนินการในประเทศไทย จนถึงประมาณทศวรรษ 2530 จึงมีผู้สร้างระบบประเมินค่างานฉบับภาษาไทยเพื่อใช้กับสังคมธุรกิจในประเทศไทยขึ้น ซึ่งระบบประเมินค่างานเหล่านั้นต่างอาศัยพื้นฐานจากวิธีการประเมิน 4 วิธี อันได้แก่ วิธีเรียงลำดับงาน (Ranking) วิธีแบ่งมาตรฐานงาน (Classification) วิธีเปรียบเทียบปัจจัย (Factor Comparison) และวิธีให้คะแนน (Point Rating) โดยมีรายละเอียดแต่ละวิธีดังนี้

วิธีเรียงลำดับงาน (Ranking) เป็นวิธีประเมินค่างานโดยการเรียงลำดับจากการเปรียบเทียบความรับผิดชอบและความยากง่ายโดยรวม โดยเปรียบเทียบตำแหน่งทีละคู่
จากตัวอย่างการเรียงลำดับงานตามภาพ สามารถจัดลำดับตำแหน่งตามค่างานจากมากไปน้อยได้ดังนี้ ช่างไฟฟ้า แคชเชียร์ร้านสะดวกซื้อ ไรเดอร์ส่งอาหาร คนผัดอาหารตามสั่ง และคนงานก่อสร้าง วิธีการเรียงลำดับงานเป็นวิธีการประเมินค่างานที่ง่ายและใช้เวลาไม่นาน แต่มีจุดอ่อนคืออาศัยดุลพินิจของผู้ประเมินเป็นหลักซึ่งแน่นอนว่าอาจมีมุมมองการเรียงลำดับต่างกัน ผู้ประเมินจำเป็นต้องเข้าใจเนื้อหางานของทุกตำแหน่งจึงประเมินค่างานตำแหน่งจำนวนมากๆ ได้ลำบาก

วิธีแบ่งมาตรฐานงาน (Classification) เป็นวิธีประเมินค่างานด้วยการเปรียบเทียบเนื้อหาของงานกับมาตรฐานความรับผิดชอบและความยากง่ายที่แตกต่างกันหลายระดับ การแบ่งมาตรฐานช่วยให้การประเมินค่างานได้ละเอียดและแม่นยำขึ้น แต่จะมีความยากในขั้นตอนการสร้างมาตรฐานที่จะต้องสามารถครอบคลุมและปรับใช้ได้กับตำแหน่งจำนวนมาก รวมทั้งต้องปรับปรุงมาตรฐานที่กำหนดไว้อยู่เสมอ

วิธีเปรียบเทียบปัจจัย (Factor Comparison) วิธีประเมินค่างานด้วยการเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยสำคัญของตำแหน่งที่ต้องการประเมินค่างาน สังเกตว่าวิธีนี้ จะมีการนำเอาปัจจัยค่างาน (Job Evaluation Factor) เข้ามาเกี่ยวข้องและกำหนดน้ำหนักร่วมกันเป็นคะแนนค่างาน การประเมินค่างานจะพิจารณาเนื้อหางานเทียบกันทีละปัจจัย จึงทำให้เกิดความแม่นยำและมีหลักเกณฑ์เที่ยงตรงมากขึ้น ความยากของวิธีนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำระบบซึ่งจะต้องทำการคัดเลือกปัจจัย กำหนดน้ำหนักและคะแนนแต่ละปัจจัย รวมทั้งการทดสอบระบบกับการประเมินตำแหน่งงานจำนวนมากๆ ระดับทั้งองค์กรเพื่อให้ได้ระบบที่เป็นมาตรฐาน

วิธีให้คะแนน (Point Rating) เป็นวิธีประเมินค่างานโดยการให้คะแนนในแต่ละขั้น หรือระดับความลึกของปัจจัยค่างาน และกำหนดมาตรฐานของขั้นในแต่ละปัจจัย
ในการประเมินค่างาน จัดทำโดยประเมินเนื้อหางานเทียบกับมาตรฐานในแต่ละขั้นของแต่ละปัจจัย แล้วนำคะแนนของแต่ละขั้นในแต่ละปัจจัยรวมกันเป็นค่างานของตำแหน่ง วิธีประเมินค่างานแบบให้คะแนน เป็นวิธีการที่มีหลักเกณฑ์และเที่ยงตรงกว่าวิธีอื่นๆ จึงเป็นวิธีที่นิยมใช้มากในปัจจุบัน แต่ในการนำไปใช้องค์กรจะมีความยากลำบากในการจัดทำและทดสอบเพื่อยืนยันความเชื่อมั่นของระบบ รวมทั้งผู้ประเมินค่างานที่ต้องมีความชำนาญในการใช้ระบบเป็นอย่างดี
ระบบประเมินค่างานที่ใช้กันในปัจจุบันต่างมีจุดเด่นและจุดบกพร่อง ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมของแต่ละองค์กรที่นำมาใช้ การเลือกระบบประเมินค่างานให้เหมาะกับองค์กรของตนที่สุดนั้น ต้องคำนึงให้เหมาะสมกับลักษณะกิจการ ธุรกิจขององค์กร ปัจจัยประเมินค่างานที่สอดคล้องกับคุณค่า วัฒนธรรมขององค์กรเพียงใด และความยากง่ายในการใช้ระบบประเมินค่างาน