การบริหารความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Advancement Management)
การบริหารความก้าวหน้าในอาชีพนั้นมีความสำคัญและจำเป็นต่อองค์การ โดยช่วยให้องค์การมั่นใจได้ว่าจะมีบุคลากรที่มีความสามารถเพื่อปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องและสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ การบริหารความก้าวหน้าเป็นเครื่องมือพัฒนาองค์การที่ทำให้พนักงานทั้งที่ทำงานในปัจจุบันและผู้ที่มีศักยภาพที่องค์การต้องการเห็นถึงโอกาสที่จะเติบโตในสายอาชีพได้อย่างเท่าเทียมกัน (Career Path) สร้างวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับการเรียนรู้ พัฒนาและการสร้างผลงานเพื่อการเติบโตก้าวหน้า รวมถึงเป็นการส่งเสริมและแสดงออกถึงความมุ่งหวังที่ดีที่องค์การมีให้แก่พนักงาน
ดร. กังวาน พงศาสนองกุล กรรมการผู้จัดการ People Solutions and Consulting Co.,Ltd.

การบริหารทรัพยากรบุคคลในปัจจุบัน นอกจากองค์กรสรรหาและคัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพตามที่ต้องการเข้ามาร่วมงานด้วยแล้ว สิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการรักษาบุคลากรเหล่านี่ให้อยู่ทำงานกับองค์กรอย่างมีความสุขและมุ่งมั่นร่วมกันทำงานเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย เครื่องมือสำคัญประการหนึ่งที่องค์กรใช้เพื่อให้พนักงานเกิดความรู้สึกผูกพันและความมุ่งมั่นในการทำงานก็คือ การบริหารความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path & Career Advancement Management) องค์การสามารถบริหารความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงาน โดยมีโซลูชั่นส์ หรือเครื่องมือเชิงระบบซึ่งประกอบด้วย
เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ Career path
เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ เป็นแผนที่ที่แสดงถึงเส้นทางการเติบโตในอาชีพของพนักงานแต่ละคนว่าจะสามารถเติบโตไปในทิศทางใดขององค์การ ซึ่งจะทำให้พนักงานมองเห็นภาพการเติบโตในอาชีพของตนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพประกอบไปด้วยชุดของตำแหน่งที่พนักงานจะต้องเข้าไปสู่ โดยในการเข้าสู่แต่ละตำแหน่งนั้น พนักงานจะได้สั่งสมประสบการณ์ ความรู้ความสามารถและผลงานเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ หากพนักงานมีศักยภาพ ความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ตามเงื่อนไขและกติกาที่กำหนดและมีแรงกระตุ้นจูงใจในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ก็จะสามารถไปสู่เป้าหมายในอาชีพของตนได้ ซึ่งการเลื่อนตำแหน่งมีทั้งการเลื่อนจากระดับล่างสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือการเลื่อนตำแหน่งในระนาบเดียวกัน ทั้งนี้ การเลื่อนตำแหน่งในแต่ละขั้นนั้น เป็นไปตามกติกาหรือเกณฑ์ที่องค์การจะต้องกำหนดไว้ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เป็นธรรม พนักงานทุกคนเห็น เข้าใจและยอมรับร่วมกัน สำหรับการเลื่อนตำแหน่งไปตามเส้นทางก้าวหน้าในอาชีพนั้น โดยทั่วไปเราสามารถกำหนดรูปแบบหลักๆ ไว้ดังนี้

1. การเลื่อนตำแหน่งงานตามแนวตั้ง (Vertical Movement) เป็นการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในสายงาน/ประเภทตำแหน่งเดิม ที่ต้องการความรู้ ความสามารถที่ลึกและซับซ้อนยิ่งขึ้น
2. การเลื่อนตำแหน่งงานตามแนวทแยง (Diagonal Movement) เป็นการเลื่อนระดับสูงขึ้นไปยังสายงาน/ประเภทตำแหน่งที่แตกต่างจากเดิม เพื่อขยายขอบเขตของการเรียนรู้ลักษณะงานรูปแบบใหม่ๆ การเลื่อนเช่นนี้จึงเป็นความท้าทายสำหรับผู้ได้รับการมอบหมายเนื่องจากเป็นการเพิ่มการสั่งสมความรู้ ทักษะสมรรถนะที่หลากหลาย ซับซ้อน และยากยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกัน

เกณฑ์การเลื่อนตำแหน่ง Promotion Criteria
เกณฑ์การเลื่อนตำแหน่ง เป็นกติกาหรือข้อตกลงที่องค์กรประกาศให้พนักงานทราบถึงเงื่อนไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของพนักงานที่องค์การใช้พิจารณาในการไปสู่ตำแหน่งใหม่ตามเส้นทางความก้าวหน้า ซึ่งก็มักกำหนดเกณฑ์ที่แตกต่างไปในแต่ละแห่ง แต่โดยทั่วไปจะนิยมอ้างอิงกับปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้
ผลการปฏิบัติงาน (Performance result) ความสามารถของบุคคลที่สามารถแสดงผลงานในระดับที่น่าพึงพอใจและสม่ำเสมอ โดยองค์การต้องมีระบบการกำหนดเป้าหมาย การติดตามตรวจสอบและการวัดประเมินที่ชัดเจนและเป็นธรรม
สมรรถนะ (Competencies) ความรู้ ทักษะ บุคลิกภาพและคุณลักษณะที่ใช้ในการสร้างผลงาน สมรรถนะเป็นสิ่งที่องค์การต้องบริหารจัดการโดยเฉพาะในการวางแผนพัฒนาบุคคลให้มีสมรรถนะที่พร้อมสำหรับการเลื่อนไปสู่ตำแหน่งใหม่ ซึ่งรวมถึง สมรรถนะด้านเทคนิค ภาวะผู้นำ การสื่อสาร การแก้ไขปัญหาและตัดสินใจ เป็นต้น
ประสบการณ์ (Experience) ความเชี่ยวชาญชำนาญที่สั่งสมจากงาน ได้แก่ การจัดการภาระงาน การเผชิญความท้าทาย การวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา การประสานงานและทำงานโครงการภายในและระหว่างหน่วยงาน
ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง (Time in Position) คือระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งก่อนที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง องค์การอาจพิจารณากำหนดระยะเวลาดำรงตำแหน่งก่อนเลื่อนมากน้อยแตกต่างกันตามลักษณะของงาน จำนวนพนักงานที่มีคุณสมบัติในการเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น
ปัจจัยอื่นๆ องค์การสามารถนำปัจจัยอื่น ๆ ที่พนักงานจำเป็นต้องมีมาใช้เพื่อกำหนดเกณฑ์สำหรับการเลื่อนตำแหน่งเพิ่มเติมอีกได้ อาทิ การเป็นผู้นำ การริเริ่มและสร้างนวัตกรรม การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง การเข้ากันกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์การ เป็นต้น
ผู้ที่เกี่ยวข้องและบทบาทในระบบบริหารความก้าวหน้าในอาชีพ

บุคคลที่มีส่วนสำคัญต่อระบบความก้าวหน้าในอาชีพและขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาอาชีพทั่วทั้งองค์การ มักประกอบด้วย 4 ฝ่าย ดังนี้
1. ผู้บริหารระดับสูง จะต้องตระหนักและให้ความสำคัญต่อความก้าวหน้าในอาชีพของบุคลากร โดยสนับสนุนในเชิงนโยบายและอนุมัติงบประมาณเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาสายอาชีพที่สอดคล้องกับทิศทางและความต้องการขององค์การ
2. ผู้บริหารหน่วยงาน เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าในอาชีพในทุกส่วนงานขององค์การ ดังนั้น ระดับหัวหน้างานทุกคนจะต้องทำความเข้าใจต่อหลักการและวิธีการ ตลอดจนสนับสนุน ช่วยเหลือให้พนักงานในทีมกำหนดเป้าหมาย และพัฒนาตนเองให้เติบโตไปตามเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่สอดคล้องกับทิศทาง เป้าหมาย และวิสัยทัศน์ขององค์การ
3. ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เป็นผู้ที่จัดเตรียมแนวทางและร่วมสร้างแผนเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ เป็นที่ปรึกษา ให้ความรู้ความเข้าใจและประสานงานกับผู้บริหารหน่วยงานในการกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าที่เหมาะสมให้กับบุคลากรในหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบ นอกจากนี้ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จะต้องติดตามผลการดำเนินการตามเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของแต่ละส่วนงาน และร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดในการปรับปรุง และพัฒนาแผนเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ
4. พนักงาน มีบทบาทในการร่วมกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพกับหัวหน้างาน เพื่อให้เกิดแผนพัฒนาที่เป็นไปตามเป้าหมายร่วมกันของพนักงานและองค์การ โดยมีความรับผิดชอบในการพัฒนางานและศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่องตามเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ได้กำหนด เพื่อให้ตนมีความพร้อมเติบโตในตำแหน่งงานที่สูงขึ้น