พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ พ.ศ. 2566 มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันเพื่อให้ลูกจ้างปฏิบัติงานนอกสถานประกอบการหรือนำงานไปทำที่บ้าน หรือทำงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใดๆ ก็ได้ นอกจากนี้ ลูกจ้างยังมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อสื่อสารไม่ว่าทางใดกับนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน เว้นแต่ลูกจ้างได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้า และลูกจ้างยังคงอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายแรงงานต่างๆ เช่นเดียวกับลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการ จากสาระสำคัญดังกล่าวนับว่าเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงาน และสอดคล้องกับวิถีการทำงานในปัจจุบัน สำหรับในมุมมองด้านการบริหารจัดการ ทั้งนายจ้างและลูกจ้างคงต้องพิจารณารายละเอียดในประเด็นเกี่ยวกับผลดี ผลเสียของรูปแบบ WFH ลักษณะงานอะไรที่สามารถทำรูปแบบ WFH ได้ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น รวมทั้งคุณลักษณะ ทักษะ ความสามารถของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

อะไรคือ Work from home?

การทำงานที่บ้าน (Work from home) เป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับกลุ่มคำ Flexiplace, Telecommuting, Teleworking, Home-based working ซึ่งในที่นี้จะขอเรียกรูปแบบนี้โดยรวมว่า การทำงานที่บ้าน (WFH) โดยมีความหมายถึงรูปแบบการทำงานที่ให้อิสระในการเลือกสถานที่ทำงาน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและปฏิบัติงาน จริงๆ แล้วการทำงานรูปแบบ Flexiplace หรือที่ทำงานยืดหยุ่นนี้มีการปฏิบัติอยู่นานแล้ว แต่มาแพร่หลายอย่างมากจากเหตุการณ์การระบาดของโควิด 19 ที่ทำให้เกิดมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ประกอบกับการพัฒนาแอพพลิเคชัน ที่ช่วยการให้ติดต่อสื่อสาร การประชุมของพนักงานสามารถทำได้ทุกที่อย่างสะดวกสบาย

การทำงานรูปแบบ WFH มีข้อดีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปกลับบ้านและที่ทำงาน เมื่อไม่ต้องเดินทางพนักงานก็จะมีเวลามากขึ้น มีโอกาสบริหารจัดการเวลาและสร้างสมดุลระหว่างงานและกิจกรรมอื่นๆในชีวิตได้ มีอิสระในการทำงานและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง การประเมินการทำงานก็จะมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ สร้างความพึงพอใจ ส่งผลต่อผลิตภาพทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ

แต่ทว่า การทำงานแบบ WFH อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มที่อาจต้องนำมาคำนวณเทียบกันกับค่าเดินทางที่เสียไป ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำค่าไฟที่เพิ่มขึ้นเมื่อทำงานที่บ้าน ค่าอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์สำนักงาน ค่าอาหาร เครื่องดื่มถ้าต้องทำงานตามร้านกาแฟ ร้านอาหาร บางกรณี (ก่อนที่จะมีกฏหมายใหม่) ก็มักจะมีเสียงบ่นกรณีการสั่งงานหรือตามงานตลอด 24 ชั่วโมงทำให้เกิดความเครียด นอกจากนี้ในการทำงาน WFH แน่นอนว่าจะเป็นการทำงานเป็นอิสระแบบตัวคนเดียว พนักงานจึงขาดประสบการณ์และบรรยากาศในการทำงานร่วมกันเป็นทีมงานกับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่กับหัวหน้างาน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องสัมพันธภาพในการทำงานร่วมกันได้

โดยสรุป การทำงาน WFH นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับพนักงานในการสร้างสมดุลระหว่างงานกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยจะต้องมีทักษะ ประสบการณ์เหมาะสม มีสมรรถนะการสื่อสาร สร้างแรงจูงใจและวินัยในตนเองในการมุ่งมั่นผลสำเร็จ ทั้งนี้การทำงานแบบ WFH ก็อาจต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่อาจจะเพิ่มขึ้น รวมทั้งประสบการณ์ในการทำงานในบรรยากาศของทีมงานและการสร้างสัมพันธภาพ

งานแบบไหนทำ WFH ได้

ประเภทงานที่สามารถทำงานแบบ WFH เป็นงานที่ใช้ความรู้วิชาชีพ อาทิ งานด้านคอมพิวเตอร์และการคำนวณ (Computer & Mathematical) การศึกษา ฝึกอบรมและบรรณารักษ์ (Education, Training and Library) กฎหมาย (Legal) การจัดการธุรกิจและการเงิน (Business and Financial) การบริหาร (Management) ศิลปะ (Arts) ออกแบบ (Design) บันเทิง (Entertainment) กีฬา (Sports) และสื่อสารมวลชน (Media) สถาปนิก (Architecture) วิศวกรรม (Engineering) การขาย (Sales) เป็นต้น

ส่วนงานที่ไม่สามารถทำแบบ WFH ได้ เป็นงานประเภทบริการ มีการใช้อุปกรณ์ในการทำงาน งานที่มีการทำงานร่วมกันของพนักงานหลายคนเป็นกระบวนการ ได้แก่ งานซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องจักร (Repairing and Maintaining Equipment) งานบริการลูกค้า (Customer Service) งานควบคุมเครื่องจักรและกระบวนการ (Controlling Machines and Processes) งานควบคุมยานพาหนะ (Operating Vehicles) งานขนย้ายสิ่งของ (Handling and Moving Objects) เป็นต้น

แนวทางการจัดการระบบการทำงานแบบ WFH

องค์กรที่มีความต้องการสร้างระบบการทำงานแบบ WFH สามารถดำเนินการตามแนวทางดังนี้

  1. ศึกษาแนวคิด แนวปฏิบัติขององค์กรต่างๆ วิธีการจัดการ รวมถึงปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสม
  2. กำหนดแนวทางการคัดเลือก โดยกำหนดตำแหน่งงานหรืองานที่สามารถทำงานแบบ WFH ได้ทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วจึงพิจารณาพนักงานในตำแหน่งในแง่คุณสมบัติ หรือเงื่อนไขส่วนบุคคล เช่น ความรู้ ทักษะที่จำเป็น ความสมัครใจทำงาน WFH เป็นต้น
  3. จัดทำเครื่องมือประเมินรายบุคคล เนื่องจากการทำงานแบบ WFH พนักงานจะต้องเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมทั้งในด้านความรู้ทักษะ สมรรถนะการสื่อสาร สามารถสร้างแรงจูงใจและวินัยในตนเองในการมุ่งมั่นผลสำเร็จ พนักงานบางคนเมื่อต้องทำงานแบบ WFH อาจไม่สามารถจัดการงานที่รับผิดชอบได้สำเร็จ การใช้เครื่องมือวัดประเมินคุณลักษณะที่จำเป็น เช่น การนำตนเอง การสร้างแรงจูงใจและวินัยในตนเอง ก็ช่วยให้สามารถคัดแยกและกำหนดรูปแบบการทำงานของพนักงานแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม
  4. สือสารโปรแกรม ให้แก่พนักงานทั่วทั้งองค์กรให้เข้าใจรูปแบบการทำงานแบบ WFH ตำแหน่ง และพนักงานที่ได้รับอนุมัติให้ทำงานแบบ WFH เงื่อนไขต่างๆ ในการทำงาน เช่น เวลาทำงาน การลา การติดต่อสื่อสาร การกำหนดเป้าหมายผลการทำงาน เป็นต้น

การติดตาม อำนวยการ และประเมินผล เป็นการตรวจสอบการใช้ระบบ WFH ว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด การดำเนินการประสิทธิภาพเพียงใด มีผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร หรือขวัญกำลังใจของพนักงานในด้านใด เพียงใด

ปัจจัยความสำเร็จของระบบการทำงานแบบ WFH

การทำงานรูปแบบ WFH คงเป็นรูปแบบการทำงานที่คงไม่ได้เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มของการทำงานขององค์กรต่างๆ การกำหนดระบบบริหารจัดการสำหรับสร้างความเข้าใจระเบียบ กติการ่วมกันระหว่างองค์กรกับพนักงานนับเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งในการเตรียมความพร้อมองค์กรควรจะต้องมีปัจจัยสำคัญสำหรับความสำเร็จ 4 ประการได้แก่

  1. การสร้างความพร้อมให้แก่พนักงาน โดยการพัฒนาพนักงานให้มีคุณสมบัติของการทำงานแบบ WFH
  2. ความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อช่วยสนับสนุนการติดต่อสื่อสารระหว่างพนักงานที่ทำงานในสถานที่ต่างๆ นอกเหนือจากสำนักงาน
  3. นโยบายขององค์กรที่ให้ความเชื่อมั่น ไว้วางใจพนักงานในการให้อิสระในการทำงานและสร้างผลงาน การสนับสนุนให้มีการติดตามงานโดยหัวหน้างานอย่างเหมาะสม รวมทั้งการกำหนดระเบียบ กติกาในการทำงานแบบ WFH ที่เป็นที่ยอมรับทั้งสองฝ่าย

การประเมินผล โดยมีการติดตามผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่ทำงานแบบ WFH ว่าส่งผลต่อเป้าหมายรวมขององค์กรหรือไม่เพียงใด รวมทั้งผลกระทบอื่นๆ เช่น ทัศนคติในการทำงาน ความพึงพอใจในงาน และความคิดเห็นของพนักงานที่เหลือ เพื่อทบทวนและปรับปรุง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save