ในการดำเนินธุรกิจในภาวะการแข่งขัน องค์กรทั้งหลายต่างใช้กลยุทธ์ในการดึงดูด รักษาและสร้างแรงจูงใจให้กับบุคลากรที่ต้องการ หนึ่งในปัจจัยสำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์นี้คือการเสนอแพ็คเกจค่าตอบแทนซึ่งประกอบด้วยอัตราค่าจ้างและสวัสดิการที่จูงใจและแข่งขันกับองค์กรอื่นๆได้ ซึ่งต้องอาศัยแหล่งข้อมูลค่าตอบแทนของอุตสาหกรรมที่น่าเชื่อถือเพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจในการกำหนดกลยุทธ์ค่าตอบแทนได้อย่างเหมาะสมบนฐานของข้อมูล บทความนี้กล่าวถึงการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการอย่างเป็นระบบซึงประกอบด้วยความหมาย วัตถุประสงค์ ประเภทของการสำรวจ กระบวนการสำรวจ การวิเคราะห์และนำผลลัพธ์ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความท้าทายและข้อจำกัดของการสำรวจ
ความหมายของการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ
การสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ (Salary & Benefits Survey) คือวิธีการรวบรวม วิเคราะห์และรายงานข้อมูลเกี่ยวกับอัตราค่าตอบแทนที่บริษัทต่างๆ ในตลาดแรงงานจ่ายให้กับพนักงานตำแหน่งต่างๆ ในปัจจุบัน เพื่อให้ข้อมูลเปรียบเทียบแก่นายจ้างสำหรับใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ค่าตอบแทนการกำหนดโครงสร้างค่าจ้าง (Compensation Structure) และทำให้มั่นใจว่าอัตราค่าตอบแทนขององค์กรยังคงแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน
การสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ มีประโยชน์สำหรับการบริหารค่าตอบแทนขององค์กรดังนี้
- ช่วยให้บริษัทสามารถเปรียบเทียบข้อเสนออัตราค่าจ้างของตนกับมาตรฐานอุตสาหกรรมและคู่แข่ง
- ดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถและลดอัตราการลาออก
- ข้อมูลจากการสำรวจช่วยในการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายด้านค่าตอบแทนและการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
- การสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการสามารถช่วยในการรับรองความเท่าเทียมกันในการจ่ายค่าตอบแทนและการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
- การเข้าใจแนวโน้มของตลาดช่วยในการออกแบบแพ็คเกจค่าตอบแทนที่ตรงกับความคาดหวังของพนักงาน
องค์ประกอบของค่าตอบแทนในการสำรวจ องค์ประกอบทั่วไปที่ครอบคลุมในการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ ได้แก่:
- ค่าจ้างมูลฐาน (Base Pay) ค่าจ้างที่องค์กรจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในตำแหน่งต่างๆ โดยมักจะจ่ายให้ในรูปแบบของเงินเดือน
- ค่าจ้างอื่น (Other Compensation) ค่าจ้างที่จ่ายให้โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร แบ่งออกเป็น
- ค่าจ้างอัตราคงที่ (Fixed Payments) เช่น ค่าตำแหน่ง ค่าวิชาชีพ เบี้ยขยัน เป็นต้น
- ค่าจ้างอัตราผันแปร (Variable Payments) เช่น โบนัสแบบผันแปร เงินจูงใจการขาย ค่าคอมมิชชั่น เป็นต้น
- ค่าความยากลำบาก (Hardship Payments) เช่น ค่าทำงานต่างจังหวัด ค่าทำงานกะ เป็นต้น
- สวัสดิการ (Benefits) ค่าตอบแทนที่องค์กรจัดให้แก่พนักงานโดยไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน แต่องค์กรจัดให้ในฐานะเป็นสมาชิกขององค์กรและส่งเสริมให้มีระดับคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น วันหยุดวันลา วันหยุดพักร้อน การรักษาพยาบาล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การส่งเสริมการศึกษา เป็นต้น
ประเภทของการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ
มีการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการหลายประเภท โดยมีวัตถุประสงค์และข้อมูลที่แตกต่างกันดังนี้
- การสำรวจแบบไม่เป็นทางการ เป็นการหาข้อมูลค่าจ้างเฉพาะตำแหน่งหรือสวัสดิการเฉพาะเรื่องอย่างไม่เป็นทางการ ใช้วิธีง่ายๆและสะดวก เช่นการสอบถามทางโทรศัพท์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบริษัทคู่แข่ง การสอบถามข้อมูลอัตราเงินเดือนที่ต้องการจากผู้สมัครงาน การใช้แบบเก็บข้อมูล เป็นต้น การสำรวจแบบไม่เป็นทางการเป็นวิธีการที่ใช้เวลาสั้นในการรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลเฉพาะเรื่องซึ่งโดยทั่วไปไม่สามารถใช้ในการวางโครงสร้างค่าจ้างได้ รวมทั้งอาจมีปัญหาเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูล
- การสำรวจค่าจ้างแบบเป็นทางการ เป็นการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบโดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์ ข้อมูลที่ต้องการ วิธีการรวบรวม วิเคราะห์และจัดทำรายงานเพื่อใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยแบ่งขอบเขตการสำรวจออกตามปัจจัยต่างๆ เช่น
- การสำรวจเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ การเงิน ช่วยให้องค์กรสามารถเปรียบเทียบกับคู่แข่งโดยตรงและเข้าใจแนวโน้มเฉพาะของอุตสาหกรรม
- การสำรวจตามพื้นที่ เป็นการสำรวจข้อมูลของกลุ่มองค์กรตามภูมิศาสตร์ มุ่งเน้นที่ข้อมูลค่าตอบแทนตามพื้นที่ เช่น ข้อมูลค่าตอบแทนรายจังหวัด ภูมิภาค หรือเขตอุตสาหกรรม การสำรวจแบบนี้มีประโยชน์สำหรับองค์กรที่มีสาขาในภูมิภาคต่างๆ หรือกำลังพิจารณาขยายการดำเนินงานไปยังพื้นที่ใหม่ เนื่องจากคำนึงถึงความแตกต่างของค่าครองชีพและสภาวะตลาดในท้องถิ่น
- การสำรวจเฉพาะตำแหน่ง การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับค่าตอบแทนสำหรับบทบาทหรือตำแหน่งงานเฉพาะในอุตสาหกรรมต่างๆ มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจอัตราตลาดสำหรับตำแหน่งเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่มีความต้องการสูงหรือต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง
- การสำรวจตามขนาดบริษัท การสำรวจที่จัดประเภทตามขนาดของบริษัท โดยให้ข้อมูลสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็กที่แข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ
- การสำรวจค่าตอบแทนรวม การสำรวจที่ครอบคลุมข้อมูลกว้างขวางกว่าข้อมูลค่าจ้างที่ประกอบด้วยเงินเดือนและค่าจ้างประเภทอื่น โดยให้มุมมองแบบองค์รวมของแพ็คเกจค่าตอบแทน ซึ่งรวมถึงการคำนวณมูลค่าสวัสดิการและการสนับสนุนขององค์กรในด้านอื่นๆ เช่น โอกาสในการพัฒนาอาชีพ รางวัลที่ไม่ใช่ตัวเงินอื่นๆ
- การสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะหรือองค์กรวิชาชีพ(Compensation and Benefits Survey by Experts or Professional Organizations) เป็นกระบวนการสำรวจที่ดำเนินการโดยบุคคลหรือองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารค่าจ้างและสวัสดิการ โดยมีวิธีการรวบรวม การวิเคราะห์ข้อมูลตามเกณฑ์ต่างๆ เช่น ตำแหน่งงาน ขนาดองค์กร อุตสาหกรรม เป็นต้น และจัดทำรายงานการสำรวจที่เป็นระบบและน่าเชื่อถือ
- การสำรวจแบบกำหนดเอง องค์กรบางแห่งเลือกการสำรวจแบบกำหนดเองที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของพวกเขา การสำรวจเหล่านี้อาจมุ่งเน้นที่การผสมผสานอุตสาหกรรม ตำแหน่งงาน หรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท
ขั้นตอนการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ
1. เตรียมการสำรวจ ประกอบด้วย
- กำหนดวัตถุประสงค์ของการสำรวจ โดยกำหนดประเภท ขอบเขตของข้อมูล ตำแหน่งงานที่ต้องการ วิธีการสำรวจ
- เลือกกลุ่มบริษัทที่ต้องการสำรวจ โดยพิจารณาบริษัทที่มีขนาดใกล้เคียงกัน มีกิจการไม่แตกต่างกัน มีตำแหน่งงานเปรียบเทียบกันได้ มีจำนวนพอเหมาะ (ไม่ต่ำกว่า 5 บริษัท) และอาจต้องพิจารณาบริษัทที่พนักงานชอบอ้างถึง
2. ทำการสำรวจ
- รวบรวมข้อมูล ดำเนินการสำรวจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อีเมล หรือการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว โดยต้องมีการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลตลอดกระบวนการ
- ตรวจสอบและทำความสะอาดข้อมูล เพื่อความถูกต้องและสมบูรณ์
- การรวมข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลหรือสเปรดชีตเดียวเพื่อการจัดการและวิเคราะห์
- การวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาข้อมูลเชิงลึก ค่าสถิติที่นิยมใช้ได้แก่ ค่าต่ำสุด (minimum) สูงสุด (maximum) มัธยฐาน (median) ฐานนิยม (mode) ค่าลำดับต่อร้อย (percentile) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) การวิเคราะห์ค่าแนวโน้ม (regression analysis)
- การจัดข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์เชิงลึก โดยจัดข้อมูลตามตำแหน่ง (Position) ระดับงาน (Job level) สายงาน (Function) หรือปัจจัยอื่น เช่น อายุ (Age) ปีประสบการณ์ (Service Years)
3. รายงานผลการสำรวจ
- การวิเคราะห์เปรียบเทียบ เปรียบเทียบข้อมูลค่าจ้างและสวัสดิการขององค์กรกับผลการสำรวจเพื่อระบุสถานะของอัตราค่าตอบแทนของบริษัทและช่องว่างที่ต้องปรับปรุง
- วิเคราะห์แนวโน้มเพื่อทำความเข้าใจทิศทางของค่าตอบแทนในอุตสาหกรรมหรือตลาด
4. การตีความและการนำผลการสำรวจไปใช้ คุณค่าของการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการอยู่ที่การตีความและนำผลลัพธ์ไปใช้ โดยดำเนินการดังนี้
-
- พิจารณานโยบายค่าตอบแทน
- แผนและเป้าหมายธุรกิจและสถานการณ์ทางการเงินขององค์กร
- เป้าหมายด้านการสรรหาและรักษาบุคลากร
- ระบุช่องว่างของค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับตลาด
- พิจารณาการปรับปรุงส่วนประกอบของค่าตอบแทนตามลำดับความสำคัญเร่งด่วน
- จัดทำแผนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่าตอบแทนขององค์กร เช่น การปรับโครงสร้างเงินเดือน การปรับอัตราเงินเดือน การแนะนำสวัสดิการใหม่ เป็นต้น
ความท้าทายและข้อจำกัด แม้ว่าการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการจะเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าแต่ก็มีความท้าทายและข้อจำกัดบางประการ ดังนี้
- ความถูกต้องของข้อมูล ความน่าเชื่อถือของผลการสำรวจขึ้นอยู่กับความถูกต้องของข้อมูลที่องค์กรที่เข้าร่วมให้มา สิ่งสำคัญคือความเชื่อถือและไว้วางใจของผู้เข้าร่วมการสำรวจ ซึ่งแก้ไขปัญหาได้โดยใช้บุคคลที่สามหรือบริษัทที่ปรึกษาที่เป็นมืออาชีพเป็นผู้ดำเนินการสำรวจ
- ความทันเวลา ในขณะที่ผลการสำรวจได้รับการเผยแพร่ สภาวะตลาดอาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมหรือสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- ความแม่นยำในการเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบชื่อตำแหน่งงาน ความรับผิดชอบ และโครงสร้างบริษัทแต่ละแห่งที่มีความแตกต่างกันโดยตรงเป็นเรื่องท้าทาย สิ่งสำคัญคือต้องมีวิธีการเปรียบเทียบที่ทำให้มั่นใจได้ว่ามีการเปรียบเทียบตำแหน่งงานที่ถูกต้อง
แนวปฏิบัติในการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ
- การมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ เข้าร่วมหรือดำเนินการสำรวจอย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจสอบสถานะการจ่ายขององค์กร และปรับปรุงข้อมูลของตลาดให้เป็นปัจจุบัน
- ใช้แหล่งข้อมูลหลายแหล่ง เพื่อให้ได้มุมมองที่ครอบคลุมของตลาด
- การปรับแต่ง หากเป็นไปได้ให้หาหรือจัดทำการสำรวจที่ตรงกับความต้องการเฉพาะขององค์กร
- ความปลอดภัยของข้อมูล ตรวจสอบมาตรการป้องกันข้อมูลค่าตอบแทน
- ความช่วยเหลือจากมืออาชีพ พิจารณาการว่าจ้างที่ปรึกษาด้านค่าตอบแทนหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยดำเนินการสำรวจ การตีความและนำผลการสำรวจไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ข้อมูลจากพนักงาน รวบรวมข้อมูลป้อนกลับจากพนักงานเกี่ยวกับความชอบและลำดับความสำคัญด้านค่าตอบแทนเพื่อเสริมข้อมูลจากการสำรวจ
อนาคตของการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ การสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการพัฒนาขององค์กรและเทคโนโลยี โดยแนวโน้มที่สำคัญของการสำรวจได้แก่
- ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังทำให้การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกิดขึ้นได้บ่อยและรวดเร็วขึ้น ก้าวไปสู่ข้อมูลเชิงลึกด้านค่าตอบแทนแบบเรียลไทม์
- การใช้ machine learning และ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้เร็วขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น โดยสามารถระบุแนวโน้มและรูปแบบข้อมูลที่ซับซ้อนและลึกซึ้งขึ้น
- การปรับแต่งเฉพาะองค์กร การมุ่งเน้นการเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ปรับแต่งเฉพาะองค์กรซึ่งตอบสนองความต้องการและความชอบของพนักงานที่หลากหลาย
- การครอบคลุมรูปแบบการจ้างอื่น โดยเริ่มรวมข้อมูลเกี่ยวกับงานฟรีแลนซ์และสัญญาจ้าง (Gig Economy) เพื่อสะท้อนถึงลักษณะการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป
- สวัสดิการที่หลากหลาย องค์กรเริ่มจัดและเสนอสวัสดิการที่เป็นนวัตกรรมมากขึ้น เช่น วันหยุดไม่จำกัด การลาพักผ่อนระยะยาว โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ
- มุมมองระดับโลก การเพิ่มขึ้นของการทำงานทางไกล มีความต้องการข้อมูลค่าตอบแทนระดับโลกที่คำนึงถึงการจัดการจ้างงานข้ามพรมแดนมากขึ้น
สรุป การสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับองค์กรที่พยายามดึงดูด รักษา และสร้างแรงจูงใจให้กับบุคลากรที่มีความสามารถสูงในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยการให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดและมาตรฐานอุตสาหกรรม การสำรวจเหล่านี้ช่วยให้บริษัทสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ค่าตอบแทนรวมได้อย่างมีข้อมูล
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าการสำรวจเป็นเพียงข้อมูลเชิงปริมาณส่วนหนึ่งของการบริหารบุคลากรเท่านั้น การจัดการค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพต้องการแนวทางแบบองค์รวมที่พิจารณาไม่เพียงแต่ข้อมูลตลาด แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมองค์กร ความชอบของพนักงาน และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจระยะยาวด้วย
ในขณะที่การดำเนินงานขององค์กร และตำแหน่งงานต่างๆ มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไป วิธีการและจุดเน้นของการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย องค์กรที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และใช้ข้อมูลจากการสำรวจอย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับพนักงานและผู้สมัครที่มีความสามารถ ซึ่งจะช่วยสร้างความผูกพัน ผลิตภาพ และความสำเร็จทางธุรกิจ